ประวัติ อาคาร สิ่งก่อสร้าง ชุมชนตลาดจีนในอดีต แห่งลุ่มน้ำวัง อ.เมือง จ.ลำปาง


ในช่วงรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5โดยที่รัฐบาลกลางไม่ได้มากำกับการบริหาร เพียงแต่ในฐานะประเทศราชต้องมีพันธะทางการเมือง ที่จะต้องปฏิบัติกล่าวคือ
1. ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง หรือเจ้านายชั้นขุนนางจะต้องเข้าเฝ้ากราบทูลและรับการแต่งตั้งที่กรุงเทพฯ
2. เจ้าเมืองต้องส่งเครื่องบรรณาการอันได้แก่ ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง และสิ่งของอื่นๆ ตามกำหนด สามปีต่อครั้ง
3. ต้องส่งกองทัพมาช่วยรบ ยามเกิดศึกสงคราม สภาพโดยทั่วไป ในนครลำปางในยุคที่เป็นประเทศราช

การคมนาคม อาศัยทางน้ำคือแม่น้ำวังเป็นหลัก ผู้คนใช้แม่น้ำแทนถนนในการเดินทาง การทำมาค้าขายในระหว่างปลาย คริสตร์ ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 (1891 - 1907) นครลำปางกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ ในฐานะเมืองท่าพานิชย์ ที่ติดต่อค้าขายทางไกลข้ามประเทศ ระหว่าง พม่า และ ยูนาน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนและยังเป็นเมืองท่าสำคัญในการล่องไม้ซุงสัก และการค้าทางเรือระหว่างทางเหนือกับกรุงเทพฯ โดยมี"ตลาดจีน"ริมฝั่งแยกคนต่างชาตินี้ แตกต่างโดยสิ้นเชิง จากเรือนพื้นถิ่นของชาวนครลำปาง อาคารร้านค้าที่ตลาดจีนนั้น มีการนำเอาอิฐมาใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งในขณะนั้นชาวเมืองนครลำปางจะใช้อิฐในการก่อสร้าง ศาสนสถานเช่น วัด และกำแพงเมือง ไม่นิยมใช้อิฐในการก่อสร้างบ้านเรือนโดยทั่วไป ยกเว้นที่ทำการราชการ เช่น อาคารโรงทหาร อาคารศาลาเก่าสนามหลวง เป็นต้น การนำอิฐมาใช้ในการก่อสร้างอาคารตลาดจีนทำให้อาคารมีความแข็งแรง ทนทาน และหลายหลังที่ยังไม่ถูกรื้อถอน ก็ยังสามารถคงสภาพส่วนใหญ่ไว้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน เช่นเรือนขนมปังขิง(Ginger Bread)ที่มีหน้ามุขลายน้ำตกแต่งตามแบบ Colonial style เน้นความละเอียดในสถาปัตยกรรม

ด้วยเหตุที่ตลาดจีนตั้งอยู่ริมแม่น้ำวัง จึงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในฤดูน้ำหลากทุกๆปี จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2508 (ค.ศ. 1965) ได้มีการก่อสร้าง เขื่อนกิ่วลม อุทกภัยจึงเบาบางลง อาคารในย่าน"ตลาดจีน"ส่วนที่เป็นโครงสร้างไม้ จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด อาคารไม้ บ้านไม้ มีการรื้อถอน เปลี่ยนสภาพ ก่อสร้างใหม่ตามประโยชน์ใช้สอย เป็นที่อยู่อาศัยมากกว่าการพานิชย์ ที่ยังปรากฏเป็นเรือนไม้ทรงหลังคาปั้นหยาและเรือนไม้ทรงหลังคามะนิลา เพื่อการพักอาศัยโดยเฉพาะอยู่หลายหลัง และมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่กลุ่มพ่อค้าชาวพม่า ดังนั้นในย่านตลาดจีน กลุ่มพ่อค้าชาวพม่าและชาวจีนจึงเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น และกลุ่มพ่อค้าเหล่านี้ก็มีความสัมพันธ์ที่ดี พึ่งพาอาศัยกัน ดังจะเห็นว่าอาคารของพ่อค้าจีนบางหลังก็มีส่วนของสถาปัตยกรรมพม่าตกแต่งผสมผสานอย่างงดงามกลมกลืน สันนิษฐานว่าคงใช้ช่างและแรงงานฝีมือพม่าในการก่อสร้าง เมื่อทางรถไฟสายเหนือมาถึงนครลำปางในปีพ.ศ.2458 การคมนาคมทางน้ำค่อยๆ ลดบทบาทในด้านศูนย์กลางการค้าขาย มาเป็นเพียงย่านที่อยู่อาศัย ในที่สุด "ตลาดจีน" จึงกลายเป็นตำนานเล่าขานของเรื่องราวที่ผ่านกาลเวลา และประวัติศาสตร์ความเป็นไปของนครลำปาง

ในช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ที่สุดช่วงหนึ่ง ส่วนอาคารเก่า แก่ที่สร้างด้วยอิฐและปูนซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่ามาแต่อดีตนั้นยังคงยืนหยัดมาจนถึงปัจจุบันเช่น อาคารฟองหลี อาคารคมสัน อาคารหม่อง งวย สิ่น อาคารตึกแดง อาคารบ้านบริบูรณ์ อาคารสินานนท์ เป็นต้น อาคารเหล่านี้ทอดตัวเรียงรายอยู่บนถนน "ตลาดจีน"อย่างงามสง่า เป็นอาคารแห่งประวัติศาสตร์ที่มีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้เพื่อช่วยเสริมสร้างให้สภาพแวดล้อมของลำปางมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น "ตลาดจีน"

เป็นประเพณีอย่างหนึ่งแต่โบราณมาก็คือ หากคนหมู่ใด เหล่าใด ได้อพยพไปอยู่ที่ใด เป็นกลุ่มเป็นเหล่าแล้วก็มักจะสร้างวัดขึ้น และนิมนต์พระสงฆ์องค์เจ้ามาประจำเพื่อเป็นที่ประกอบศาสนกิจ ได้ทำบุญสุนทาน เมื่อได้สร้างวัดวาอารามมีพระสงฆ์อยู่ประจำก็จะได้ฝากลูกหลานให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคัมภีร์กันสืบไปเป็นประเพณี พ่อค้าแม่ค้าคหบดีแถวตลาดจีนเห็นว่าเกาะกลางที่แยกแม่น้ำออกเป็นสองแควในแถวละแวกบ้านของตนอยู่นี้ พอจะข้ามไปมาอุปถัมภ์ทำบุญสุนทานได้สะดวก ทั้งยังแยกไปเป็นสัดเป็นส่วนไม่ปะปนกับชุมชน จึงพากันสร้างวัดขึ้นที่เกาะกลางน้ำนั่นเอง ชื่อว่าวัดเกาะวาลุการาม คือวัดที่ตั้งอยู่บนเนินทรายกลางน้ำ ท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรุ่นก่อนๆก็ได้พากันออกทุนทรัพย์ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ แผ้วถางปลูกสร้าง ขยับขยายด้วยการซื้อขายบ้าง แบ่งปันยกให้บ้างแล้วแต่กำลังศรัทธา

อาคารหลังแรกของวัดเกาะวาลุการามนี้ ปรากฏเป็นกุฏิไม้ไผ่ ฝาขัดแตะ เมื่อเริ่มตั้งวัดเห็นจะอยู่ประมาณปี พ.ศ. 2427-2430 ก็ประมาณ 90 ปีมาแล้ว ซึ่งผู้ศรัทธาก่อตั้งอาจกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่เป็นท่านพ่อค้า แม่ค้า คหบดีที่ตั้งเคหสถานบ้านเรือน ในแถว "ตลาดจีน" ตลอดทั้งสาย นอกนั้นก็มีชาวบ้าน ข้าราชการทั้งที่ไม่ได้อยู่ในละแวกนั้นอีกเป็นจำนวนมาก ......จบ

Contact Me E-mail :: anakarik@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ รูปและข้อความทั้งหมดขอมอบให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณชน WATKOH.COM

***************************